วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

อนาคตของฉัน


อนาคตของทุกคนคงจะวางแผนชิวิตกันไว้บ้างเเล้ว ไม่เหมือนกับตอนเด็กๆที่ฝันอยากจะเป็นอะไรตามๆกันอย่างที่เขาบอกกันมา เช่น เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นตำรวจ เเต่เมื่อโตมาชีวิตมันไม่ใช่เช่นนั้นเเล้ว มันจะมาทำตามความฝันเหมือนตอนเด็กๆไม่ได้เพราะเเต่ละคนมความสามารถที่เเตกต่างกัน เริ่มมีความชอบที่มาจากประสบการณ์ก็ไม่เหมือนกัน เเต่ละคนได้รับการเลี้ยงดูต่างกันออกไปเเล้วเเต่พื้นฐานทางครอบครัวของเเต่ละคน ทำให้เเต่ละคนเริ่มมีความคิดที่ต่างกันออกไป


สำหรับตัวของผมเเล้วในระยะเเรกเริ่มที่จะอยากเป็นหมอเนื่องจากได้รับการปลูกฝังเเต่เด็กว่าการเป็นหมอดีมีคนยกย่อง อยากช่วยคนต่างๆมากมาย เเต่ก็กลัวหมอนะกลัวเข็มฉีดมฃยาเอามากๆเลยล่ะไม่อยากจะพูด เเต่ความจริงกับความฝันมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเป็นหมอไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องใจรัก ต้องเก่งเเละยอมสละเวลาหลายๆอย่างในชีวิตเพื่ออุทิศความสบายส่วนตัวเพื่อคนไข้ เเต่ผมก็ชอบอาชีพหมอนะ ผมชอบพวกหมอที่ออกมาตามชนบท กินอุดมการณ์ไม่กินความรวย ผมยกย่องในความเสียสละพวกเขาจริงๆ ต่างกับหมอทั่วไปที่เอาเเต่จะเปิดคลีนิกหาตังอย่างเดียวจนลืมไปว่าการเป็นหมอที่เเท้จริงเป็นเพื่ออะไร เป็นทำไม ทำไมต้องมาเรียนตรงนี้ ซึ่งขัดกับจรรยาบบรรณของเเพทย์อย่างสิ้นเชิง จนทำให้ผมเสื่อมศรัทธาลงไปอย่างมากมาย


ในอนาคตตอนนี้ผมเรียนนิเทศศาสตร์สาขาโฆษณาเป็นสิ่งที่ผมชอบมากในการทำงานกับสื่อมวลชนดูเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเเล้วเท่าที่ผมดูตัวเองมาในขณะนี้ ผมคิดว่าอยากจะเป็น creative ด้านงานโฆษณาเป็นการเเสดงเเนวคิดของเราผ่านออกมาทางสื่อมวลชน ทำให้คนยอมรับ เเละอาจจะเป็นการทำตามจนถึงขั้นเป็นผู้นำทางเเนวความคิดซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นงานที่สนุกดีเเละดูมีอะไรให้ทำมากกว่าการมานั่งทำงานบริษัทที่นั่งโต๊ะไปวันๆ ซึ่งผลตอบเเทนของการทำงานพวกนี้ก็ค่อนข้างใช้ได้เลยทีเดียวซึ่งถือเป็นการกระตุ้นสองให้ทำงานตลอดเวลาได้อีกด้วยเเละเป็นคนที่ไม่หลุดสถานการณ์เลยก็ว่าได้ ซึ่creative นี่เเหละคืออนาคตของผมล่ะ


วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2551

งานปีใหม่คุณไปไหนมา







หลายคนอาจจะไปเที่ยวกันมากมายตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก ทะเล เเละที่เป็นที่นิยมที่สุดก็คือภูเขา ที่นักท่องเที่ยวจะเน้นการไปเที่ยวตามภูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภูชี้ฟ้า ภูกระดึง หรือ
ดอยอินทนนท์ เนื่องจากปีใหม่เป็นช่วงที่อยู่ในหน้าหนาวของประเทศไทย ทำให้หลายๆคนต้องการที่จะสัมผัสกับบรรยากาศเเละรับลมหนาวกันอย่างชุ่มปอดเลยทีเดียว ซึ่งผมเองก็ได้ไปเที่ยวมาตามสถานที่ต่างๆที่กล่าวมาเเล้วข้างต้น

เเต่ที่ๆผมประทับใจ2อันดับ อันดับเเรกคือ ภูเก็ต สิ่งที่ผมชอบในภูเก็ตซึ่งหลายๆคนต้องรุ้จักอยู่เเล้วนั่นคือหมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่ผมคิดว่าผมชอบที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้เรื่องของน้ำทะเลก็ไม่ต้องพูดถึงครับ น้ำทะเลมีสีครามไล่ระดับชั้นของสีอย่างสวยงามมากมาย ถ้าใครไปในวันที่อากาศสดใสก็จะพบกับ ภาพของน้ำทะเลยามต้องเเสงอาทิตย์อัสดงอย่างสวยงามมากครับเป็นภาพที่ผมชอบที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ ซึ่งกิจกรรมที่ทำส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องการดำนำดูปะการัง สวยงามมากๆครับ บาดตาบาดใจยิ่งหมู่ปลาที่ออกมามีความสวยงามมากๆอยากให้ทุกคนลองไปเที่ยวดูเเต่เที่ยวหน้าร้อนจาดีกว่านะ ^w^


ที่ๆสองที่ผมชอบไปก็คือ ภูกระดึง คนที่จะไปต้องจอดรถที่ด้านล่างเเล้วขนสัมภาระขึ้นไปโดยอาจจะจ้างคนเเบกสัมภาระขึ้นไปก็ได้เเต่ว่าจะได้ช้าหน่อยนะครับ การที่เราจะขึ้นไปชมทัศนียภาพของภูกระดึงได้จำเป็นต้องเดินเท้าขึ้นไป 9 กิโลเมตร โดยเเบ่งเป็นทางขึ้นเขาเเบบชันๆเลย 5 กิโลเมตร เเละทางเดินเท้าเเบบทางราบอีก4 กิโลเมตร เเบบว่าอย่างทรมาณมากๆอยากจะบอกหลายๆคนที่คิดจาขึ้นไปนะครับว่าบางทีน่าจะลองออกกำลังกายก่อนไปขึ้นภูกระดึงเดพราะเด๋วขึ้นไปเดี๋ยวจะไม่ไหวเอาเพราะทางช่างโหดร้ายเหลือเกิน เเต่ถ้าถามว่าโหดขนาดนี้เเล้วคนจะขึ้นไปทำไมกัน สำหรับผม ผมคิดว่าการที่เราเหนื่อยเดินเท้าขึ้นภูกระดึง 9 กิโล ใช้เวลากว่า 5 ชม. มันเหนื่อยก็จริงเเต่ข้างบนสวยมากนะครับ ผมขึ้นไปเเบบเหนื่อยอ่อนล้ามากมายเเต่ได้ไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ผานางเเอ่นเเล้วผมอยากจะบอกว่าผมหายเหนื่อยเป้นปลิดทิ้งเลยขอบอกเพราะว่า ข้างบนนั้นอากาศดีเเละได้ความเป็นธรรมชาติที่หายากเอามากๆ ซึ่งผมคิดว่าครั้งหนึ่งในชีวิต คึณลองขึ้น ภูกระดึงสักครั้งน่าจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่คุณจะไม่มีวันลืมเลยเป็นอันขาดเชื่อผมสิ